ค้นหา

ทำIF คู่กับการทานโปรตีนจากพืช คู่หูมหัศจรรย์

การไดเอตด้วยวิธีฟาสติ้ง หรือ IF (Intermitten Fasting) กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับคนที่ตั้งใจจะลดน้ำหนัก วันนี้เลยอยากจะมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำ IF จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน

บทความที่เป็นด้านวิชาการเกี่ยวกับการทำฟาสติ้งก็มีเยอะแล้ว

เลยขออธิบายแบบภาษาชาวบ้านง่าย ๆ แทนดีกว่า




ทำไมต้องทำ IF?

เหตุผลหลัก ๆ ที่คนทำ IF คือ

1.เพื่อสุขภาพ

ซึ่งมีงานวิจัยออกมารองรับมากขึ้นว่าทำ IF มีผลดีกับเรื่องสุขภาพ และยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆอีกหลายโรค

2.เพื่อลดน้ำหนัก ลดความอ้วน

ช่วงเวลาที่เราอด ร่างกายจะมีเวลาได้ดึงไขมันเก่าที่สะสมตามส่วนต่างๆ ออกมาเผาผลาญ ทำให้คนทำ IF จะลดไขมัน ลดสัดส่วนได้ดี

การทำIF คือการแบ่งเวลาใน 1วัน.ออกเป็น 2 ช่วงเวลา คือช่วงเวลาอดอาหาร กับช่วงเวลาทานอาหาร ซึ่งมีหลายรูปแบบที่คนทำกัน เช่น 12/12 ,16/8 ,18/6 ,19/5 , 20/4 , 23/1

จำไว้ให้แม่นเลยว่า เลขน้อยคือช่วงเวลาที่ทานอาหารนะจ๊ะ


ยกตัวอย่าง ถ้าเราเลือกทำฟาสติ้ง 16/8

คือเราทานอาหารได้ 8 ชม.​แรก ส่วนอีก 16 ชม.หลัง งดทานอาหารที่มีแคลอรี่

เช่น เริ่มทานอาหารมื้อแรกตอน 10 โมงเช้า ก็ทานได้จนถึง 6 โมงเย็น (8 ชม.) ตั้งแต่6 โมงเย็น ไปจนถึง 10 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น ทานได้แต่ น้ำเปล่า กาแฟดำ ชาที่ไม่ใส่นมและน้ำตาล (พวกน้ำอัดลม 0 แคลอรี่ไม่ได้นะจ๊ะ)


ทำอย่างไร ลดได้ไว?

มีบางคนที่อ้างว่าการทำฟาสติ้ง สามารถทานอะไรเท่าไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องทานคลีน หรือคำนวณแคลอรี่ ซึ่งผู้เขียนได้ทดลองทำข้อนี้แล้ว พบว่าไม่ได้ทำให้น้ำหนักลดลง และยังรู้สึกว่าตัวหนาขึ้นอีกด้วย

สำหรับตัวผู้เขียนเอง เชื่อในเรื่องหลักการ Calorie Deficit กินเข้าไปให้น้อยกว่าที่เราใช้พลังงาน

ทำให้ร่างกายขาดดุลพลังงาน (เดี๋ยวจะมาอธิบายวันหลังเกี่ยวกับเรื่องนี้นะคะ)

และเราควรจะเลือกทานของที่มีประโยชน์กับร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดี

อย่าคิดว่าทำ IF แล้ว จะทานพิซซ่า ไก่ทอดแค่ไหนก็ได้นะคะ เพราะนั่นทำให้คนไม่ประสบความสำเร็จในการทำ IF มามากแล้ว

สารอาหารที่สำคัญที่สุด ที่จำเป็นต้องทานให้เพียงพอในแต่ละวันคือ "โปรตีน"

และโปรตีนที่ดีที่สุด ควรเป็นโปรตีนที่มาจากพืช เพราะมีหลายงานวิจัยออกมาบอกว่า

โปรตีนจากพืชนั้นได้ประโยชน์มากกว่า และส่งผลเสียกับร่างกายน้อยกว่าโปรตีนจากสัตว์



ช่วงเวลาที่อด กลัวทนหิวไม่ไหว ทำยังไงดี?

รู้มั้ยคะว่า เราทุกคนสามารถทนต่อความหิวได้ เพียงแค่เราไม่เคยทน

และความหิวนั้น มันจะมาเป็นระลอก ๆ คือเมื่อเราหิว และอดทนสักพัก ความหิวก็จะหายไป

แต่เคล็ดลับอีกอย่าง ที่จะทำให้ช่วงอด เราหิวน้อยลง คือ มื้อสุดท้ายก่อนเข้าสู่ช่วงเวลาอด

ให้ตัดการทานคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล และเน้นทานโปรตีนมากขึ้น และไขมันดีนิดหน่อยเท่านั้น


ผู้เขียนได้ทดลองจากตัวเอง ถ้ามื้อสุดท้าย ทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเยอะ ช่วงที่ฟาสติ้ง จะหิวรุนแรงมาก
แต่ถ้ามื้อสุดท้าย ตัดคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล
ทาน Bubble Protein 1ซอง ช่วงที่ฟาสติ้ง จะมีความหิวเบา ๆ แค่นิดหน่อย แป๊บเดียวก็หายไป


ทำอย่างไรไม่เสียสุขภาพ?

เนื่องจากการทำ IF พึ่งมานิยมในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องผลต่อสุขภาพยังเป็นช่วงเวลาสั้นๆ

และยังมีความเห็นจากคุณหมอด้านเวชศาสตร์ชลอวัย ที่บอกว่าการข้ามอาหารเช้านั้นไม่ใช่เรื่องที่ดี

เราจึงควรทำ IF แบบทางสายกลาง คือทำแบบ 16/8 หรือ 18/6 โดยกำหนดให้มื้อแรก ไม่ควรเกิน 10 โมงเช้า เราก็จะได้ทำทั้ง IF และยังได้ทานอาหารเช้าอีกด้วย

เช่น ถ้าเราทำแบบ 16/8 มื้อแรกก็ทานตอน 10 โมง และหยุดทานตอน 6 โมงเย็น

ส่วนการทำแบบ 20/4 หรือ 23/1 นั้น ไม่เหมาะกับการทำทุกวัน หรือทำบ่อยเกินไป

เพราะอย่างที่บอกว่า งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของคนทำ IF ยังไม่นานมากพอที่จะมั่นใจได้ว่า

การทำ IF แบบสุดโต่งเกินไปนั้น จะส่งผลดีหรือผลเสียกับสุขภาพมากกว่ากัน

และสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก คือการทานโปรตีนให้เพียงพอ เพราะช่วงที่เราอด ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเอง

ซึ่งจำเป็นต้องใช้โปรตีน ในการซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ถ้าเราทานโปรตีนไม่เพียงพอ

จากที่จะได้ผลดี จะกลับกลายเป็นร่างกายทรุดโทรมเอาได้



ขอสรุปในเรื่องที่มักจะมีคนมาถามบ่อยมาก และยังคงไม่เข้าใจกันเยอะมาก


ช่วงเวลาที่อด ทานได้แค่ น้ำเปล่า กาแฟดำ ชาที่ไม่ใส่นมและน้ำตาล เท่านั้น!!!!

ช่วงเวลาที่อด ทานได้แค่ น้ำเปล่า กาแฟดำ ชาที่ไม่ใส่นมและน้ำตาล เท่านั้น!!!!

ช่วงเวลาที่อด ทานได้แค่ น้ำเปล่า กาแฟดำ ชาที่ไม่ใส่นมและน้ำตาล เท่านั้น!!!!


นอกเหนือจากนี้ เก็บไว้ทานในช่วงเวลาที่ทานอาหารได้ค่ะ






ดู 131 ครั้ง

: bubbleproteinofficial

: @bubbleprotein

: bubbleproteinofficial

  • Instagram